Honda HRV-EL ลองขับไขข้อข้องใจ ยุคน้ำมันแพง (ตอน 2 จบ)


จากวันที่ร่อนจดหมายขออนุญาตนำรถตัว Honda HRV-EL มาทดสอบขับนั้น สุดท้ายผมรับรถมาพร้อมกับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงานที่จังหวัดบุรีรัมย์ วางเส้นทางจาก กรุงเทพฯ มุ่งหน้าบุรีรัมย์และวกกลับมากรุงเทพ และคาดหมายว่าจะทำระยะทางในทริปนี้ราวๆ 1,000+ กิโลเมตร เพื่อทดสอบน้ำมัน E85 กับความรู้สึกหลายๆอย่างทั้งอัตราเร่ง ความเร็วเดินทาง การทำงานเครื่องยนต์ และความประหยัด มาถึงก็ยัดเจ้าเบนซิน E85 กันจนเต็มปรี่ และลองกันเลย


สัมผัสแรกของการลองเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่มีแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร กับการส่งผ่านกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ CVT รู้สึกได้ว่ามันจะลื่นๆไหลๆแบบราบเรียบ ไม่แสดงพิษสงอะไรมากนัก ถ้าจะเอาฟิลลิ่งสปอร์ตแบบกดมา เดินคันเร่งพรวดพราดบอกได้เลยว่ามีไม่มากมายนัก แต่ถ้าเน้นขับสบาย ใช้งานในเมืองแบบไหลตามกระแสการจราจร ขับคล่อง ขับแล้วไม่เหนื่อย บอกเลยว่าระบบเกียร์ CVT ของ Honda HRV-EL ตอบสนองได้ค่อนข้างดี รถเคลื่อนที่ไหลลื่น การทำงานของเครื่องยนต์รอบไม่สูงมากก็ไหลๆไปได้ในอัตราเร่งที่ต่อเนื่อง แม้ว่าผมจะใช้น้ำมัน แก๊สโซฮอลล์ E85 ที่ใครๆบอกว่ามันจะเผาผลาญค่อนข้างเร็ว แต่ถ้าคุณขับรถด้วยการวางแผนที่ดี ไหลๆไม่ค่อย เบรกๆ เร่งๆ แบบพร่ำเพรื่อนัก อัตราเฉลี่ยที่ 15 กม./ลิตร จะมีให้เห็นได้ไม่เกินความสามารถแน่นอน ครั้นพอนำรถออกเดินทางผ่านรังสิต เข้ามิตรภาพ ลองกดคันเร่งเลี้ยงรอบเครื่องไม่เกิน 2,300 รอบ/นาที ความเร็วจะค่อยๆขยับและไปแตะแถวๆ 100 กม./ชม. โดยรอบเครื่องจะป่วนเปี้ยนแถวๆ 2,200-2,400 รอบ/นาที ผมก็ใช้ครูซคอนโทรลคุมมัน วิ่งกันแบบมีขึ้น มีลง แต่เฉลี่ยความเร็วไม่เกิน 100-110 กม./ชม. จากสระบุรี ถึงโคราช ระดับการเผาใหม้เชื้อเพลิงจะทำได้เฉลี่ย 20 กม./ลิตร มันไม่เลวเลยนะครับ สำหรับรถเก๋งทรงตรวจการณ์ขนาดย่อมๆ


ห้องโดยสาร ระบบปรับอากาศ และการออกแบบที่นั่ง ทำได้ดีคนตัวใหญ่ๆนั่งสบาย ไม่อึดอัด อากาศในห้องโดยสารโปร่งสบาย ไหลเวียนดี แอร์เย็น ดนตรีเพราะ ส่วนสมรรถนะเรื่องการยึดเกาะถนน บอกเลยว่า Honda HRV-EL มีฟิลลิ่งสะท้อนสไตล์รถแบบสปอร์ต ความรู้สึกของการเคลื่อนที่บนผิวถนน จะสะท้อนเบาๆขึ้นมาที่มือ มีอาการสะท้านเบาๆขึ้นมาที่ห้องโดยสารเวลาผ่านผิวถนนที่แตกต่างเช่น ถ้าถนนลาดยางมันจะรู้สึกราบเรียบ เงียบๆและสั้นเบาๆตามผิวถนน แต่ถ้าเป็นถนนปูน อันนี้รู้สึกสั่นสะเทือนมากหน่อย การวิ่งบนถนนปูนเวลาผ่านรอยต่อของผิวถนน จะรู้สึกถึงล้อที่วิ่งผ่านเส้นรอยต่อเบาๆ พอรู้สึก แต่สิ่งที่สะท้อนให้ได้ยินโดยหูนั้น เสียงล้อยางที่บดถนนจะมีขึ้นมาค่อนข้างชัดเวลาผิวถนนไม่ราบเรียบ ตรงนี้พื้นรถเหมือนว่าจะบางไปหน่อย ถ้าคุณอยากให้มันเงียบมากขึ้นง่ายสุดหาพรมปูพื้นหนาๆมาวางในหลุมวางเท้าทั้งหน้าหลังช่วยได้ แต่ถ้าจะให้สนิทเอาแบบคนใช้รถมือเก่าๆที่สอนกันมา เขาให้เอารถไปพ่นซีบาร์ท พวกผลิตภัณฑ์น้ายากันสนิมมันจะกันเศษหิน น้ำ ฝุ่น และเสียงได้ มันจะมีความหนาของพื้นรถมากขึ้น และน้ำยาจะเข้าไปอุดตามร่อง รอยต่อ ตะเข็บใต้พื้นรถในจุดต่างๆ ตรงนี้นอกจากช่วยกันสนิมรถใหม่ๆได้อีกทาง ช่วยซับเสียงจากพื้นถนนเวลารถวิ่งผ่านได้ด้วย


มาเข้าเรื่องสมรรถนะรถที่สัมผัสได้ ในคันเกียร์อัตโนมัติของ Honda HRV-EL จะมีตำแหน่งโหมดสปอร์ต ถ้าเลื่อนลงมาในตำแหน่งนี้ อัตราเร่งและความสนุกก็จะเพื่มขึ้นมาอีกระดับ แต่แน่นอนว่าลากรอบ และเค้นสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้มันจัดจ้านขึ้น แลกมาด้วยความรู้สึกที่สิ้นเปลืองน้ำมันขึ้นพอสมควร เกจ์วัดระดับสิ้นเปลืองอาจจะตกมาอยู่ที่ 12-13 กม./ลิตร ก็แลกกับความปราดเปรียว ขับมันส์ขึ้นว่างั้น ถ้าเอาตามความรู้สึกคนขับกระบะ ที่อายุมากขึ้นแล้วอยากปรับตัวมาขับรถเก๋งทรง SUV รถทรงตรวจการณ์ เครื่องเบนซินเงียบๆ ไม่สั่นไม่กระเด้งตามอายุและฟิลลิ่งที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมว่าด้วยงบประมาณที่ 1,059,000 บาท เอาจริงๆมันได้ PPV คันใหญ่ๆอย่าง Ford Everest 2.2 / Toyota Fortuner / Chevrolet Trailbrazer และอีกสารพัดยี่ห้อ ราคามันก็ +- ไม่เกิน 50,000 บาทหรอกนะ แต่นั่นแหละคุณก็จะหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ดีเซล การทำงานที่มีแรงสั้นสะเทือน ควันดำ และแน่นอนมันไม่นุ่มเงียบ และไหลลื่นแบบรถเบนซินแน่นอน


ด้วยระยะทางจากเริ่มจนจบทริป ผมนำรถ Honda HRV เดินทางไป 1,038 กิโลเมตร ใช้นำมันเชื้อเพลิงไปที่ 63 ลิตร เฉลี่ยการวิ่งทดสอบผมทำอัตราเผาผลาญเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยที่ 16.47 กม./ลิตร(คร่าวๆนะครับ) สำหรับมุมคิดของผม อย่างที่บอกมันถอดเส้นทางจากบ้าน ไปทำงานและกลับบ้านในระยะทางพอๆกัน ระหว่างรถกระบะ 2.5 ลิตร กับรถ Midsize MPV เครื่องยนต์ความจุ 1.8 ลิตร ในรถกระบะผมจะใช้น้ำมันราวๆ 77 ลิตรต่อระยะทาง 1,000 กิโลเมตร นั่นเท่ากับรถกระบะผมจะบริโภคน้ำมันอยู่ที่ราวๆ 12.90 กม./ลิตร ผมเลยเอามาเทียบกันว่า กระบะใช้น้ำมันราวๆ 80.4 ลิตรโดยเฉลี่ยถ้าวิ่งเท่ากันที่ 1,038 กม. แต่ Honda HRV ใช้น้ำมันไป 63 ลิตร ผมเอามาคำนวนด้วยราคาน้ำมัน ในวันที่ผมเติมมันอยู่ที่ แก๊สโซฮอล์ E85 ราคาลิตรละ 20.09 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 26.79 บาท/ลิตร


นั่นทำให้ผมคำนวนได้ว่า ผมใช้น้ำมัน E85 ในรถฮอนด้าไปในวงเงิน 1,265.67 บาท ในขณะที่ถ้าเป็นรถกระบะผมจะใช้น้ำมันที่ 80.4 ลิตร/ระยะทาง 1,038 กม.เท่ากับผมต้องใช้เงินเติมน้ำมันที่ 2,153.91 บาท ความแตกต่างระหว่าง  Honda HRV คันทดสอบกับรถกระบะของผมคือ ใช้เงินแตกต่างกันราวๆ 888.24 บาท พอผมเอามาคำนวนราคาน้ำมัน/กิโลเมตร มันได้คำตอบว่า Honda HRV จะมีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงกิโลเมตรละ 1.21 บาท/กม. ส่วนรถกระบะผมจะอยู่ที่ 2.07 บาท/กม.(คร่าวๆนะครับ) รถคันหนึ่งเราใช้ราวๆ 5 ปีอย่างน้อย ใช้ในระยะทางราวๆ 1.5-2 แสนกิโลเมตร ถึงจะขายต่ออันนี้เฉลี่ยเล่นๆ มันจะมีส่วนต่างของเงินเก็บราวๆ 1.2-1.7 แสนบาท เป็นส่วนต่างที่ผมสามารถเก็บเอาไปใช้ทำอะไรได้อีกมากมายทีเดียว ก็เอาเป็นว่าลองขับแล้วเอามาเล่ากัน คิดกันเล่นๆสนุกๆกันครับ สำหรับผมสงสัยต้องคิดนักหน่อยว่าจะเปลี่ยนรถเลยดีมั้ย...อิอิอิ คิดแล้วก็น่าสนใจนะครับ สวัสดีครับ